บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 15/05/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวลงในการซื้อขายเมื่อวาน โดยร่วงลงประมาณ 0.8% มาปิดบริเวณ 4,652 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน นอกจากนี้ ตลาดยังตอบรับเชิงลบต่อแถลงการณ์ที่ค่อนข้างจำกัดจากการประชุม Trump–Xi วันแรก รวมถึงรายงานยอดค้าปลีกสหรัฐที่ออกมาแข็งแกร่ง ซึ่งยิ่งลดความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบ Hormuz ยังคงเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ในช่วงเช้าวันนี้ ราคาทองคำอ่อนตัวลงต่อมาอยู่ที่ประมาณ 4,611 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือลดลงราว 0.84% ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ โดยแรงขายต่อเนื่องยังมาจาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง และความกังวลว่า Fed อาจกลับมามีท่าที Hawkish มากขึ้นภายใต้การนำของประธานคนใหม่
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,ุ652.00
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
-0.8%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
+0.3%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวอยู่บริเวณจุดกึ่งกลางของรูปแบบ Morning Star ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงทดสอบความแข็งแกร่งของแรงซื้อหลังจากการฟื้นตัวในรอบก่อน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าตราบใดที่ราคายังไม่หลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,510 ดอลลาร์ โครงสร้างของการกลับตัวขึ้นยังไม่เสียหาย และภาพรวมยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นได้อยู่ แม้ในระยะสั้นราคาจะมีการแกว่งตัวหรือย่อตัวลงมาบ้าง แต่หากแนวรับดังกล่าวยังสามารถรองรับแรงขายได้ ก็ยังมีโอกาสที่ราคาจะกลับมาฟื้นตัวและเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะถัดไป
TF H4: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ปรับตัวหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,650 ดอลลาร์ลงมาได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงขายเริ่มกลับเข้ามาควบคุมตลาดในระยะสั้น และเพิ่มโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงต่อเพื่อไปทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 4,590 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ โครงสร้างหลักของตลาดยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาลงเต็มตัว เนื่องจากราคายังคงอยู่เหนือแนวรับสำคัญใน Timeframe ที่ใหญ่กว่า ทำให้ยังมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวขึ้นได้ หากเริ่มเกิดรูปแบบ Price Action เชิงบวก เช่น Bullish Engulfing หรือ Hammer บริเวณแนวรับสำคัญ ดังนั้นในช่วงนี้จึงเป็นจุดที่เทรดเดอร์ต้องติดตามพฤติกรรมราคาอย่างใกล้ชิด เพราะแม้โมเมนตัมระยะสั้นจะเอนเอียงไปทางขาลง แต่ภาพรวมระยะกลางยังเปิดโอกาสให้เกิดการกลับตัวขึ้นได้เช่นกัน
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
การประชุม Trump–Xi Summit วันที่สอง ณ กรุงปักกิ่ง
วันที่สองของการประชุมระหว่าง Donald Trump และ Xi Jinping ที่กรุงปักกิ่งยังคงเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตลาดจับตามากที่สุด หลังจากวันแรก Xi เตือนเรื่องไต้หวันว่า “การจัดการที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่การปะทะหรือแม้กระทั่งความขัดแย้ง” ขณะที่ Trump พูดในเชิงบวกว่าความสัมพันธ์จะ “ดีกว่าที่เคยเป็นมา” ทั้งนี้ หากการประชุมจบลงด้วยข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดภาษี หรือการเร่งอนุมัติการลงทุน ก็จะทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำลดลง แต่หากแถลงการณ์ออกมาคลุมเครือ หรือประเด็นไต้หวันตึงเครียดขึ้น ก็จะช่วยหนุนราคาทองคำในระยะสั้น
สถานการณ์ช่องแคบ Hormuz และ Iran War
ช่องแคบ Hormuz ยังคงถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่สหรัฐยังคงเดินหน้าปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI ทะยานสู่ระดับ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ใกล้ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน IEA เตือนว่าตลาดน้ำมันอาจ “ขาดแคลนอย่างรุนแรง” ไปจนถึงเดือนตุลาคม แม้ความขัดแย้งจะคลี่คลายในเดือนหน้า สถานการณ์นี้สร้างความเสี่ยงสองทางต่อทองคำ กล่าวคือเป็นแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มแรกดดัน เงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น และปัจจัยหลังนี้กำลังเป็นแรงกดดันหลักต่อราคาทองคำในขณะนี้
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในภาวะซับซ้อนระหว่าง Risk-on จากตลาดหุ้นที่ทำ All-time High ด้วยแรงหนุนของ AI Trade และความหวังจาก Trump–Xi Summit กับภาวะ Risk-off จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการเปลี่ยนผ่านผู้นำ Fed โดยนักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักทองคำในระยะสั้น เนื่องจาก Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น และความคาดหวังว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2026 ทำให้ต้นทุน Opportunity Cost ของการถือทองคำสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แรงซื้อทองคำระยะยาวจากธนาคารกลางทั่วโลก และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้าง ทำให้การปรับฐานรอบนี้ยังถูกมองว่าเป็นการพักฐานปกติ มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของแนวโน้มขาขึ้น
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้น 1.3 bps มาอยู่ที่ 4.482% ขณะที่ 2-Year Yield พุ่งขึ้นเกือบ 4 bps สู่ระดับ 4.017% สะท้อนว่าตลาดยังเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ในรอบนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับ Yield กลับมาทำงานตามปกติ คือ Yield ที่สูงขึ้นได้กดดันราคาทองคำ เพราะต้นทุน Opportunity Cost ของการถือทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบกับสัญญาณว่า Fed อาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปไกลถึงปี 2027
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนีดอลลาร์ DXY ปรับขึ้น 0.3% ปิดที่ระดับ 98.819 ซึ่งเป็นการแข็งค่าต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากเงินปอนด์ที่อ่อนค่าหลังประเด็นการเมืองในอังกฤษ และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐที่สะท้อนผ่านยอดค้าปลีก ทั้งนี้ ความสัมพันธ์แบบ Inverse Correlation ระหว่าง DXY กับทองคำกลับมาทำงานตามปกติในรอบนี้ กล่าวคือดอลลาร์แข็งค่าทำให้ทองคำในรูปดอลลาร์ดูแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น และกดดันแรงซื้อทองคำในตลาดโลก
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P500 ทะลุระดับ 7,500 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปรับขึ้น 0.8% จากแรงหนุนของ AI-driven rally และความคาดหวังว่ากำไรไตรมาส 1 ปี 2026 จะเติบโตประมาณ 27% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อตลาดหุ้นอยู่ในโหมด Risk-on ที่แข็งแกร่ง เงินทุนบางส่วนจึงไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเข้าสู่หุ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันราคาทองคำในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นแรงท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์
- แนวรับ(Key Support) : 4590 4540
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4710 4760
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้