บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 14/07/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยร่วงลงถึง 3.1% หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพังทลายลง ขณะที่ประธานาธิบดี Trump ประกาศฟื้นมาตรการปิดล้อมทางเรือต่ออิหร่าน พร้อมเรียกร้องส่วนแบ่ง 20% จากสินค้าทุกชิ้นที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายปี และจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อ จนหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นพร้อมกัน ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันทองคำมากกว่าปัจจัยหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยตามปกติ ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงตามแรงกังวลดังกล่าว สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่ตึงเครียดโดยรวม สำหรับช่วงเช้าวันนี้ ราคาทองคำเริ่มทรงตัวและขยับขึ้นเล็กน้อยราว 0.4% มาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,016 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่นักลงทุนรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน และถ้อยแถลงของประธาน Fed คนใหม่ต่อสภาคองเกรสในคืนนี้
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,002.01
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
-2.86%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
+0.28%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ยังคงอยู่ในภาพแนวโน้มขาลง เนื่องจากราคายังไม่ได้สร้างสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจนหรือยืนยันว่าแรงซื้อกลับมาควบคุมตลาดได้ ทำให้โมเมนตัมโดยรวมยังเอนเอียงไปทางฝั่งขาย โดยแนวรับใกล้ที่สุดที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 3,990 ดอลลาร์ หากราคาหลุดระดับดังกล่าวลงไปได้ ก็มีโอกาสที่แรงขายจะกดดันราคาต่อไปยังแนวรับถัดไปบริเวณ 3,870 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากเริ่มเห็นสัญญาณกลับตัวบริเวณแนวรับ ก็อาจเกิดแรงรีบาวด์ระยะสั้นได้เช่นกัน
TF H1: ราคาทองคำใน TF H1 ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง หลังจากราคาทำรูปแบบ Lower Low อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าแรงขายยังคงเป็นฝ่ายควบคุมตลาดและโมเมนตัมขาลงยังมีความแข็งแกร่ง โดยแนวรับถัดไปที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 3,980 ดอลลาร์ และ 3,965 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถฟื้นตัวและทะลุ Swing High ล่าสุดบริเวณ 4,080 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ จะเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างขาลงเริ่มอ่อนแรงลง และอาจเปิดโอกาสให้โมเมนตัมขาขึ้นกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้งในระยะสั้นถึงระยะกลาง
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน และช่องแคบ Hormuz
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ตลาดให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานล่มลง และสหรัฐฯ ประกาศฟื้นมาตรการปิดล้อมทางเรือ พร้อมเรียกเก็บส่วนแบ่ง 20% จากสินค้าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศระบุว่า การเรียกเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ความตึงเครียดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายปี เพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ และหนุนมุมมองที่ว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนกระทบการขนส่งจริง อาจกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้มากขึ้น แต่หากมีสัญญาณผ่อนคลายหรือกลับเข้าสู่การเจรจา ราคาน้ำมันและความกังวลด้านเงินเฟ้ออาจคลี่คลายลง ซึ่งอาจช่วยเปิดทางให้ทองคำฟื้นตัวจากแรงกดดันของดอลลาร์ได้เช่นกัน
ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน (US CPI) (คาดการณ์ YoY 3.8%, Core YoY 2.9%)
ตัวเลข CPI ที่จะประกาศในคืนนี้ถือเป็นข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์ โดยตลาดคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปแบบรายปีจะชะลอลงสู่ระดับ 3.8% จากเดือนก่อนหน้าที่ 4.2% ขณะที่ Core CPI คาดว่าจะทรงตัวที่ 2.9% หากตัวเลขจริงออกมาสูงกว่าคาด จะยิ่งตอกย้ำมุมมอง Hawkish ของ Fed หนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดันราคาทองคำต่อเนื่อง แต่หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดตามทิศทางเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง จะเพิ่มความคาดหวังว่า Fed อาจมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์และหนุนราคาทองคำ
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ซับซ้อนกว่าปกติ แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะตึงเครียดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ทองคำกลับยังไม่ได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเต็มที่ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรงได้กระตุ้นความกังวลด้านเงินเฟ้อ จนหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นแรงกดดันที่มีน้ำหนักมากกว่าแรงซื้อเพื่อหลบภัยในระยะสั้น ตลาดจึงต้องจับตาว่าความสัมพันธ์นี้จะเริ่มเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอีก โดยเฉพาะในคืนนี้ที่มีทั้งตัวเลข CPI และถ้อยแถลงของประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.618% ในช่วงเช้าวันนี้ ต่อเนื่องจากระดับปิดตลาดเมื่อวานบริเวณ 4.61% โดยได้รับแรงหนุนจากถ้อยแถลงเชิง Hawkish ของ Waller และแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับ Bond Yield ในรอบนี้ยังทำงานตามปกติ กล่าวคือ เมื่อ Yield ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำก็เพิ่มขึ้นตาม จึงเป็นแรงกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง แตกต่างจากบางช่วงที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาครอบงำตลาดจนทำให้ทองคำ Decouple ออกจากทิศทางของ Yield
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 101.24 เพิ่มขึ้น 0.28% และในช่วงเช้าวันนี้ยังคงแกว่งตัวบริเวณ 101.00 ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ความสัมพันธ์ผกผันระหว่างทองคำกับดอลลาร์ในรอบนี้ยังคงทำงานตามปกติ โดยดอลลาร์ที่แข็งค่าจากแรงซื้อเพื่อหลบความเสี่ยงและมุมมอง Hawkish ของ Fed กลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำ ต่างจากบางสถานการณ์ที่ทองคำสามารถปรับขึ้นสวนทางดอลลาร์ได้ หากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยไหลเข้าสู่ทองคำโดยตรงอย่างชัดเจน
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P500 ปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 7,515.34 จุด ลดลง 0.79% จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันต่อแนวโน้มผลประกอบการบริษัทในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบของธนาคารขนาดใหญ่ แม้ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงโดยปกติแล้วมักช่วยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แต่ในรอบนี้เงินทุนยังไม่ได้ไหลเข้าสู่ทองคำอย่างเต็มที่ เนื่องจากแรงกดดันจากดอลลาร์และ Yield ที่แข็งค่าขึ้นพร้อมกันยังมีน้ำหนักมากกว่า สะท้อนว่าเงินทุนบางส่วนอาจเลือกพักในรูปของเงินสดดอลลาร์ หรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันแทนในช่วงนี้
- แนวรับ(Key Support) : 3980 3965
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4025 4045
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้