บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 18/05/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรงในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดย Spot Gold ร่วงลงถึง 2.4% มาปิดที่ระดับ 4,540.08 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นับเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ที่หนักที่สุดในรอบสองเดือน โดยปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่พุ่งทะลุ 4.60% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ออกมาสูงกว่าคาด และทำให้ตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับโอกาสที่ Fed อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนมีนาคม 2027 นอกจากนี้ การประชุมสุดยอด Trump–Xi ที่กรุงปักกิ่งจบลงโดยไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเปิด Strait of Hormuz ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อ และยิ่งกระตุ้นความกังวลด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,ุ652.00
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
-0.8%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
+0.47%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ทำรูปแบบ Bearish Engulfing ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติถือเป็นสัญญาณเชิงลบและบ่งบอกถึงโอกาสการกลับตัวลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรูปแบบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงหรืออยู่ในภาวะ Overbought มากนัก ทำให้ความแข็งแกร่งของสัญญาณกลับตัวครั้งนี้ลดลง และอาจเป็นเพียงแรงขายระยะสั้นมากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้มหลัก นอกจากนี้ ปัจจุบันราคากำลังลงมาทดสอบบริเวณที่ก่อนหน้านี้เคยเกิดรูปแบบ Hammer ซึ่งถือเป็นแนวรับสำคัญและเป็นโซนที่เคยมีแรงซื้อกลับเข้ามาชัดเจน ทำให้ยังมีโอกาสที่ราคาจะเกิดการรีบาวด์หรือกลับตัวขึ้นได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากราคาหลุดแนวรับบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ลงไป ก็จะเป็นสัญญาณว่ารูปแบบ Hammer ก่อนหน้าได้ถูกทำลายลงแล้ว และอาจเปิดทางให้แรงขายกลับมากดดันตลาดได้มากขึ้นในระยะถัดไปครับ
TF H4: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ทำรูปแบบ Hammer ในแท่งล่าสุด ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าแรงขายเริ่มอ่อนแรงลง และมีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงตลาดบริเวณแนวรับสำคัญ ทำให้ราคามีโอกาสเกิดการกลับตัวขึ้นได้ในระยะสั้น อีกทั้งเมื่อมองในภาพใหญ่ โครงสร้างราคาก็เริ่มมีสัญญาณที่เปิดโอกาสให้แนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สัญญาณดังกล่าวยังต้องได้รับการยืนยันเพิ่มเติม และหากราคากลับมาหลุดจุดต่ำสุดล่าสุดบริเวณ 4,480 ดอลลาร์ลงไป จะเป็นสัญญาณว่ารูปแบบ Hammer ถูกทำลายลงแล้ว ซึ่งจะบ่งบอกว่าโมเมนตัมฝั่งขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง และอาจทำให้แรงขายกลับมาควบคุมตลาดได้อีกครั้ง
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ Strait of Hormuz
ประเด็นที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำมากที่สุดในขณะนี้ ยังคงเป็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งดำเนินมาถึงสัปดาห์ที่ 11 แล้ว โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Trump โพสต์ข้อความบน Truth Social เตือนอิหร่านว่า “นาฬิกากำลังเดิน” พร้อมเรียกร้องให้เร่งเข้าสู่การเจรจา มิฉะนั้น “จะไม่เหลืออะไรของพวกเขา” ถ้อยแถลงดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลว่าสถานการณ์อาจกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ สำหรับทองคำ ผลกระทบจากสถานการณ์ครั้งนี้มีลักษณะ สองด้าน ที่สวนทางกัน ด้านหนึ่ง หากความตึงเครียดบานปลายจนเกิดการปะทะรอบใหม่ อาจกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดว่า Fed จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออาจกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้นได้เช่นกัน
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ซับซ้อนกว่าปกติ เพราะแม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะรุนแรงขึ้น แต่แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับไม่แข็งแกร่งเหมือนในอดีต เนื่องจากตลาดให้น้ำหนักกับแรงกดดันจาก Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์มากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนภาพ “Good News is Bad News” กล่าวคือ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีกลับกลายเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เพราะยิ่งทำให้ตลาดเชื่อว่า Fed จะต้องคงดอกเบี้ยสูง หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่ผลสำรวจของ Kitco ระบุว่า Wall Street ส่วนใหญ่ยังมองว่าทองคำมีโอกาสอ่อนตัวต่อในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยยังคงมองเชิงบวก โดยเชื่อว่าระดับ 4,500 ดอลลาร์เป็นแนวรับสำคัญ หากหลุดระดับดังกล่าว อาจเปิดทางลงไปสู่บริเวณ 4,350 ดอลลาร์ได้
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งทะลุ 4.60% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ 30-Year Yield พุ่งขึ้น 9 bps สู่ระดับ 5.116% และ 2-Year Yield อยู่ที่ 4.081% ในรอบนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับ Bond Yield กลับมาทำงาน “ตามตำรา” อย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อ Yield ปรับขึ้น ราคาทองคำจะถูกกดดันลง เพราะตลาดเริ่ม Price-in ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง และต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการถือทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างแรงกดดันจาก Real Yield ที่กำลังเร่งตัวขึ้น
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนี DXY ปิดที่ระดับ 99.28 หลังปรับขึ้น 1.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนความสัมพันธ์แบบ Inverse Correlation ระหว่างทองคำกับดอลลาร์กลับมาทำงานอย่างเต็มรูปแบบในรอบนี้ กล่าวคือ ดอลลาร์แข็งค่าจากการคาดการณ์ว่า Fed อาจกลับมา Hawkish มากขึ้น ส่งผลให้ทองคำในรูปดอลลาร์ดูแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ และทำให้แรงซื้อทองคำในตลาดโลกชะลอตัวลง หาก DXY ยังสามารถยืนเหนือระดับ 99 ได้ต่อเนื่อง ราคาทองคำมีโอกาสถูกกดดันลงไปทดสอบบริเวณ 4,500 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 7,408.50 จุด ลดลง 1.2% ในวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ Semiconductor ที่ร่วงลงมากกว่า 4% อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นจะอ่อนตัว แต่ทองคำกลับไม่ได้รับแรงซื้อชัดเจนเหมือนในอดีต เพราะรอบนี้ตลาดอยู่ในภาวะ “Risk-off across the board” หรือลดความเสี่ยงในสินทรัพย์แทบทุกประเภทพร้อมกัน จากความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรและแรงกดดันด้านดอกเบี้ย นักลงทุนจึงไม่ได้โยกเงินจากหุ้นเข้าสู่ทองคำโดยตรงเหมือนในภาวะ Risk-off ปกติ ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังจับตาผลประกอบการของ NVIDIA ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจกลายเป็นตัวจุดชนวนสำคัญต่อ Sentiment ของตลาด หากผลประกอบการออกมาผิดหวัง อาจกระตุ้นแรงขายในหุ้นรอบใหม่ และอาจกลายเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อทองคำ ขึ้นอยู่กับว่าตลาดจะเลือก “หาที่หลบภัย” หรือ “ลดความเสี่ยงสินทรัพย์ทุกประเภทพร้อมกัน
- แนวรับ(Key Support) : 4630 4690
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4480 4410
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้