บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 12/05/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปิดทรงตัวในการซื้อขายเมื่อคืนที่ผ่านมา บริเวณ 4,735.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังตลาดยังถูกกดดันจากแรงหนุนและแรงต้านที่หักล้างกัน โดยฝั่งหนึ่งได้แรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรง หลัง Donald Trump ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลัง อยู่ในภาวะเปราะบางอย่างหนัก พร้อมปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพล่าสุดจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากความตึงเครียดดังกล่าวถูกหักล้างด้วยการแข็งค่าของดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งขึ้น หลังการประมูล 3-Year Note ออกมาอ่อนแอ ทำให้ราคาทองคำยังขาดทิศทางที่ชัดเจน
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,735.16
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
+0.41%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
+0.06%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเกิดรูปแบบ Morning Star ในช่วงไม่กี่วันก่อน ซึ่งถือเป็นสัญญาณกลับตัวเชิงบวกที่สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้ามาควบคุมตลาดอีกครั้ง ทำให้ภาพรวมระยะสั้นถึงระยะกลางยังคงให้น้ำหนักกับฝั่งขาขึ้น และราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม แม้โมเมนตัมจะเริ่มแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังคงต้องจับตาแนวรับสำคัญบริเวณ 4,510 ดอลลาร์อย่างใกล้ชิด เพราะหากราคาหลุดระดับดังกล่าวลงไป จะเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรงลง และอาจทำให้โมเมนตัมขาขึ้นรอบนี้เริ่มสูญเสียความแข็งแกร่งได้
TF H4: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ปรับตัวทำรูปแบบ Bullish Engulfing ในแท่งเทียนเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้ามาควบคุมตลาดอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้มีแรงขายกดดันอยู่ระยะหนึ่ง ประกอบกับภาพรวมใน Timeframe ที่ใหญ่กว่ายังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทำให้มุมมองโดยรวมยังให้น้ำหนักว่าราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะสั้น โดยแนวต้านถัดไปจะอยู่บริเวณ 4,760 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนสำคัญที่ต้องจับตา หากราคาสามารถทะลุขึ้นไปได้อีก ก็จะเปิดทางให้มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 4,820 ดอลลาร์ได้ แต่หากราคาหลุดแนวรับบริเวณ 4,650 ดอลลาร์ โมเมนตัมขาลงก็อาจกลับมาแข็งแกร่ง
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ เดือนเมษายน (คาดการณ์ +3.7% YoY)
ตัวเลขนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของสัปดาห์สำหรับตลาดทองคำ เพราะ Fed ใช้ข้อมูลเงินเฟ้อในการกำหนดทิศทางนโยบายดอกเบี้ยโดยตรง หาก CPI ออกมาสูงกว่าคาดและเร่งตัวขึ้น จะยิ่งตอกย้ำว่าเงินเฟ้อยังเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อ ทำให้ตลาดลดความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ย ดอลลาร์และ Bond Yield มีแนวโน้มพุ่งขึ้น และกดดันทองคำในระยะสั้นในทางกลับกัน หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด จะช่วยเพิ่มความหวังว่า Fed อาจเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทองคำ ทั้งในฐานะสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อและสินทรัพย์ปลอดภัย
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
หลังจาก Trump ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและมาตรการคว่ำบาตร พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิง “ใกล้จะล้มสลาย” ทำให้ความเสี่ยงบริเวณช่องแคบ Hormuz กลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญอีกครั้ง หากสถานการณ์ยกระดับไปสู่การปะทะทางทหารโดยตรง อาจกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยให้กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจา หรือความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง ตลาดอาจกลับมาเทขายทำกำไรในทองคำระยะสั้นได้เช่นกัน
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในโหมด “Wait and See” ก่อนการประกาศ CPI คืนนี้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของสินทรัพย์ทุกประเภทในระยะสั้น แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะยังแข็งแกร่งและเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor แต่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในอังกฤษ กำลังช่วยพยุงแรงซื้อทองคำในเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 3% และ Bond Yield ที่ขยับสูงขึ้น กลายเป็นแรงกดดันที่หักล้างกับแรงซื้อ Safe Haven ทำให้ทองคำยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway และรอปัจจัยใหม่ในการกำหนดทิศทางรอบถัดไป
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 4.413% เพิ่มขึ้นราว 6 bps หลังการประมูล 3-Year Note ออกมาอ่อนแอ และมีการออกพันธบัตรภาคเอกชนจำนวนมาก โดยปกติ Yield ที่สูงขึ้นจะกดดันทองคำ เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น แต่ในรอบนี้ทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับ 4,700 ดอลลาร์ได้ สะท้อนว่านักลงทุนยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเงินเฟ้อมากกว่า Bond Yield ในระยะสั้น
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนี DXY ปรับขึ้น 0.1% โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และแรงกดดันต่อสกุลเงิน Risk Currency เช่น GBP ซึ่งอ่อนค่าจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในอังกฤษ โดยปกติ DXY ที่แข็งค่าจะกดดันทองคำผ่านความสัมพันธ์แบบ Inverse Correlation แต่ในรอบนี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวอ่อนตัวลง เพราะแรงซื้อทองคำมาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่าการเก็งกำไรจากค่าเงิน ทำให้ทองคำยังสามารถยืนระดับสูงได้ แม้ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 7,413.55 จุด เพิ่มขึ้น 0.2% และทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากแรงซื้อในกลุ่มเทคโนโลยีและ Semiconductor ในภาวะปกติ เมื่อตลาดหุ้นทำ All-Time High นักลงทุนมักลดการถือครองทองคำเพื่อโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง แต่ในรอบนี้ทองคำกลับเคลื่อนไหวคู่ขนานกับตลาดหุ้นและยังสามารถยืนเหนือ 4,700 ดอลลาร์ได้ สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังคงใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกัน ความเสี่ยงในกรณีที่กระแส AI Bubble เริ่มชะลอตัว หรือสถานการณ์อิหร่านกลับมาปะทุรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดยังคงระมัดระวัง แม้ภาพรวมภายนอกจะดูเป็น Risk-on ก็ตาม
- แนวรับ(Key Support) : 4510 4550
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4760 4820
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้