บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 30/04/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวลงในวันพุธที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันหลายด้านที่เข้ามาพร้อมกัน โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือผลการประชุม FOMC ซึ่ง Federal Reserve มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ด้วยผลโหวต 8 ต่อ 4 เสียง ถือเป็นความเห็นแตกต่างภายในที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 1992 และสะท้อนว่าความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยปีนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเผชิญภาวะชะงักงัน ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นกว่า 6% สู่ระดับ 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หนุนทั้ง Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ให้ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ราคา Spot Gold ปิดลดลงประมาณ 1.2% ที่ระดับ 4,541.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,541.3
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
-1.2%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
+0.4%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเมื่อวานที่ผ่านมา และเกิดแท่งเทียนลบติดต่อกันสองวัน สะท้อนว่าแรงขายยังคงกดดันตลาดอย่างชัดเจนและแนวโน้มขาลงยังมีความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันเส้น MACD ที่ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 0 ยิ่งเป็นการยืนยันว่าภาพรวมโมเมนตัมยังเอนเอียงไปทางฝั่งขาลง ทำให้มุมมองหลักยังคงให้น้ำหนักว่าราคามีโอกาสปรับตัวลงต่อได้ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม การที่แนวโน้มเป็นขาลงไม่ได้หมายความว่าราคาจะร่วงลงต่อทันที เพราะระหว่างทางตลาดอาจมีการพักตัวในลักษณะ Sideway ออกข้าง หรือเกิดการดีดตัวขึ้นเล็กน้อยจากแรงซื้อระยะสั้นได้เช่นกัน ดังนั้น ควรรอจังหวะและติดตามพฤติกรรมราคาใกล้แนวรับแนวต้านสำคัญประกอบการตัดสินใจในช่วงนี้
TF H4: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ปรับตัวหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,540 ดอลลาร์ลงมาได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงขายยังคงควบคุมทิศทางตลาดอยู่ และเพิ่มโอกาสที่ราคาจะอ่อนตัวลงต่อเพื่อไปทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 4,460 ดอลลาร์ในระยะสั้น ขณะเดียวกันโครงสร้างราคาที่ทำจุดต่ำลงต่อเนื่องยังสะท้อนว่าแนวโน้มขาลงยังไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถดีดตัวกลับขึ้นไปทะลุแนวต้านบริเวณ 4,620 ดอลลาร์ได้ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าแรงขายเริ่มชะลอลง และทำให้โมเมนตัมขาลงอ่อนแรงลงชั่วคราว โดยอาจนำไปสู่การพักตัวหรือแกว่งออกข้างก่อนเลือกทิศทางถัดไปได้เช่นกัน
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
คาดการณ์ GDP ไตรมาส 1 ครั้งที่ 1 ของสหรัฐฯ (คาดการณ์ +2.2% QoQ )
ตัวเลข GDP เป็นมาตรวัดภาพรวมเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด หากออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด โดยเฉพาะเหนือ 2.5% จะยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังร้อนแรง และเปิดทางให้ Fed คงดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อทองคำเพิ่มเติม ในทางกลับกัน หากออกมาต่ำกว่าคาดอย่างชัดเจน จะหนุน Sentiment เรื่องการลดดอกเบี้ย และช่วยให้ทองคำรีบาวด์ได้
Core PCE เดือนมีนาคมของสหรัฐฯ (คาดการณ์ +3.2% YoY )
PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้น้ำหนักมากที่สุด หาก Core PCE เร่งตัวขึ้นตามคาดหรือสูงกว่าคาด จะยิ่งตอกย้ำมุมมอง Hawkish ของกรรมการ Fed ฝั่งเสียงข้างมาก ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันทองคำระยะสั้น แต่หากตัวเลขต่ำกว่าคาด นักลงทุนจะกลับมามีความหวังว่า Fed ยังมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ซึ่งจะเป็นแรงหนุนทองคำทันที
Initial Jobless Claims รายสัปดาห์ (คาดการณ์ 213K )
ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเป็น Indicator แบบ Real-time ของตลาดแรงงาน หากตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเหนือ 230K จะสะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัว ซึ่งจะหนุนความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยและเป็นบวกต่อทองคำ แต่หากยังต่ำใกล้ระดับเดิม จะตอกย้ำว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง และ Fed ยังไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบาย
ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน และการปิดล้อมท่าเรือ
รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า Donald Trump สั่งให้ทีมงานเตรียมแผนปิดล้อมอิหร่านแบบยืดเยื้อ และปฏิเสธข้อเสนอเปิดช่องแคบ Hormuz ของอิหร่าน ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเช่นนี้จะดันราคาน้ำมันให้อยู่สูงต่อเนื่อง ซึ่งสร้างทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อ (ลบต่อทองคำระยะสั้นผ่านดอกเบี้ยสูง) และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (บวกต่อทองคำ) ทำให้ภาพรวมเป็น Two-way risk ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในโหมด “Higher for Longer + Risk Aversion” กล่าวคือ นักลงทุนต้องรับมือกับสองแรงพร้อมกัน ฝั่งลบต่อทองคือดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มอยู่สูงนานขึ้น และดอลลาร์ที่แข็งค่า ส่วนฝั่งบวกคือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก หลังทองคำเพิ่งทำ All-time high เหนือ 4,700 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน นักลงทุนจึงระมัดระวังมากขึ้นและพร้อมขายทำกำไรทุกครั้งที่มีปัจจัย Hawkish เข้ามา ทำให้ราคายังเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบกว้าง
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นกว่า 6 bps สู่ระดับ 4.41% ขณะที่ Yield 2 ปี พุ่งขึ้น 9 bps สู่ 3.93% สะท้อนว่าตลาด Reprice ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยออกไปอย่างชัดเจน และเริ่มใส่ Premium ต่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในปี 2027 แล้ว ในรอบนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง Yield กับทองคำกลับมาทำงานตามตำรา คือ Yield ขึ้น ทองลง ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่ทองคำ Decouple จากปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดทองกำลังเข้าสู่ช่วงพักฐาน
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนีดอลลาร์ปิดที่ 98.96 และแตะ 99.05 ระหว่างวัน โดยแรงหนุนมาจาก Fed ที่ Hawkish กว่าคาด และความต้องการ Safe Haven ที่ไหลเข้าดอลลาร์เป็นหลัก ส่งผลให้ทองคำต้องเผชิญแรงกดดันจาก Inverse Correlation ที่กลับมาทำงานชัดเจน ตราบใดที่ DXY ยังยืนเหนือ 98.50 ได้ ราคาทองคำอาจถูกจำกัดการฟื้นตัวในระยะสั้น
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P500 ปิดทรงตัวที่ 7,135.95 จุด (-0.04%) ขณะที่ Nasdaq ขยับขึ้นเล็กน้อย +0.04% และ Dow Jones ปรับลง 0.57% โดยนักลงทุนกำลังจับตางบของกลุ่ม Magnificent Seven ที่จะประกาศหลังตลาดปิด โดยภาพรวม Sentiment ยังเป็น Risk-on สำหรับหุ้นเทคโนโลยี ทำให้เงินบางส่วนยังไม่ไหลเข้าสู่ทองคำเต็มที่ อย่างไรก็ตาม หากผลประกอบการของกลุ่มเทคออกมาต่ำกว่าคาด อาจเห็นแรงย้ายเงินเข้าสู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว
- แนวรับ(Key Support) : 4400 4460
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4620 4660
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้
ข้อควรระวัง: การลงทุนมีความเสี่ยง บทวิเคราะห์นี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำในการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการลงทุน