บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 19/05/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากปรับตัวลงต่อเนื่องติดต่อกันสี่วันทำการ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด หลัง Donald Trump ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านที่เดิมวางไว้ในวันอังคาร พร้อมระบุว่า “การเจรจาที่จริงจังกำลังดำเนินอยู่” แม้ข่าวดังกล่าวจะช่วยลดความร้อนแรงของตลาดลงชั่วคราว แต่ความเสี่ยงโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงกระทบต่อปริมาณน้ำมันโลกประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานทั้งหมด ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทองคำ และทำให้การฟื้นตัวรอบนี้ยังขาดแรงส่งที่ชัดเจน โดยในช่วงเช้าวันนี้ ราคาทองคำอ่อนตัวลงเล็กน้อยประมาณ 9 ดอลลาร์ หรือราว -0.19% มาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,556–4,558 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งยังถือเป็นการแกว่งตัวในกรอบปกติ และยังไม่มีสัญญาณผิดปกติในเชิงโครงสร้าง
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,566.00
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
+0.6%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
-0.09%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ปิดเป็นแท่งเขียวในลักษณะคล้าย Hammer ซึ่งสะท้อนว่าเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงตลาดหลังจากที่ราคาปรับตัวลงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ไส้ล่างของแท่งเทียนยังไม่ได้ยาวมากพอ ทำให้สัญญาณกลับตัวครั้งนี้ยังไม่ถือว่าแข็งแกร่งมากนัก และยังต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมจากแท่งถัดไป แต่ในภาพรวมราคาก็ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ ตราบใดที่ราคายังไม่หลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,480 ดอลลาร์ ซึ่งยังถือเป็นฐานสำคัญของการฟื้นตัวรอบนี้อยู่ หากแนวรับดังกล่าวยังคงรองรับราคาได้ ก็มีโอกาสที่แรงซื้อจะค่อย ๆ กลับเข้ามาและช่วยหนุนให้ราคาฟื้นตัวต่อในระยะถัดไปครับ
TF H4: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากแรงหนุนของรูปแบบ Hammer ขาขึ้นที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้ามาพยุงตลาดหลังจากการปรับตัวลงแรง โดยแนวต้านถัดไปที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 4,630 ดอลลาร์ และ 4,690 ดอลลาร์ตามลำดับ ซึ่งหากราคาสามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้ ก็จะช่วยยืนยันว่าโมเมนตัมฟื้นตัวเริ่มแข็งแกร่งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ภาพระยะสั้นจะเริ่มเป็นบวก แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะหากราคากลับมาหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,480 ดอลลาร์ลงไป ก็จะเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรงและรูปแบบ Hammer ถูกทำลายลง ซึ่งอาจเปิดทางให้แรงขายกลับมากดดันราคาได้อีกครั้ง
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐ ADP
รายงาน ADP Employment ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของตลาดแรงงานภาคเอกชน และเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ Fed ใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงิน ตัวเลขก่อนหน้าเดือนเมษายนอยู่ที่ 109,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดไว้ในขณะนั้น หากตัวเลขรอบนี้ยังออกมาแข็งแกร่ง จะยิ่งตอกย้ำว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังร้อนแรง และเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ซึ่งจะหนุนดอลลาร์และกดดันทองคำ แต่หากตัวเลขเริ่มชะลอลงอย่างชัดเจน จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยสูง แม้เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเพิ่มมุมมอง Stagflation และอาจหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ
แม้ Trump จะประกาศเลื่อนแผนโจมตีอิหร่านออกไป “สองถึงสามวัน” ตามคำร้องขอของพันธมิตรตะวันออกกลาง แต่ตลาดยังไม่เชื่อว่าการเจรจาจะจบลงง่าย ๆ เพราะฝั่งอิหร่านยังยืนยันว่าจะ “ไม่ยอมจำนน” และปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐ ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ Scott Bessent ก็ยังผลักดันให้กลุ่ม G7 เดินหน้าคว่ำบาตรอิหร่านต่อไป สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง โดย WTI ปิดที่ 108.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent อยู่ที่ 112.10 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นดาบสองคมต่อทองคำ กล่าวคือแรงซื้อจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกลับเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดกังวลว่า Fed อาจต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในช่วงนี้กำลังอยู่ในสภาวะที่ “ดอกเบี้ยสูง + ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง” ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่ดึงราคาทองคำไปคนละทาง แรงซื้อจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังคงช่วยพยุงทองคำ แต่ถูกหักล้างโดยความคาดหวังว่า Fed อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย สิ่งที่น่าสังเกตคือ ดัชนี VIX ปิดที่ระดับ 17.82 ซึ่งยังไม่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับระดับที่ตลาดเข้าสู่โหมด Panic สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังเลือก “รอดูสถานการณ์” มากกว่าตื่นตระหนก โดยเฉพาะผลการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงท่าทีของ Kevin Warsh หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.597% หลังจากแตะจุดสูงสุดที่ 4.631% ในวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ในภาวะปกติ Bond Yield ที่สูงขึ้นจะดึงเงินออกจากทองคำ เพราะนักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนที่แน่นอนได้จากพันธบัตร อย่างไรก็ตาม ทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับ 4,500 ดอลลาร์ได้ เนื่องจากแรงซื้อในฐานะ Safe Haven ยังช่วยพยุงตลาดอยู่ แต่หาก Yield ปรับขึ้นต่อเหนือ 4.65% อย่างต่อเนื่อง อาจเริ่มเห็นแรงขายทองคำรุนแรงขึ้น เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองจะยิ่งสูงขึ้น
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนี DXY อ่อนค่าลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 99.105 หลังจากสัปดาห์ก่อนทำผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ความสัมพันธ์แบบ Inverse Correlation ระหว่างทองคำกับดอลลาร์ยังคงทำงานอยู่ในรอบนี้ โดยการอ่อนค่าของดอลลาร์ช่วยเปิดพื้นที่ให้ทองคำรีบาวด์ได้ในวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม แรงหนุนต่อดอลลาร์จากความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย และแรงซื้อ Safe Haven ต่อดอลลาร์เอง ยังคงจำกัดการอ่อนค่าของ DXY ซึ่งหมายความว่าทองคำยังมี “เพดาน” อยู่ จนกว่าดอลลาร์จะเริ่มอ่อนค่าลงอย่างชัดเจนกว่านี้
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 7,403.05 จุด ลดลง 0.07% ขณะที่ Nasdaq อ่อนตัวลงประมาณ 0.5% จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นผู้ผลิต AI Chip รายใหญ่ที่ปรับลงก่อนประกาศผลประกอบการในวันพุธ ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะ “หนีความเสี่ยงเต็มรูปแบบ” และเงินบางส่วนเริ่มไหลเข้าสู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หากตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงกว่านี้ อย่างไรก็ตาม การ Decouple ระหว่างทองคำกับหุ้นยังไม่ชัดเจนเท่ากับช่วงก่อนหน้า เพราะนักลงทุนยังให้น้ำหนักกับ Bond Yield และทิศทางดอกเบี้ยมากกว่าความเสี่ยงในตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว
- แนวรับ(Key Support) : 4630 4690
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4480 4410
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้