บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 09/04/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงในช่วงต้นของวันเมื่อวาน หลังมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอล กับอิหร่าน โดยราคา Spot Gold พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ $4,855 ต่อออนซ์ในช่วงกลางวัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3.2% จากราคาปิดก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดตลาดนิวยอร์ก ราคาทองคำถูกแรงขายทำกำไรอย่างหนัก หลังผู้นำรัฐสภาอิหร่านออกมาแถลงว่าเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงถูกละเมิดภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เนื่องจากอิสราเอลยังคงโจมตีกองกำลัง Hezbollah ในเลบานอน และช่องแคบ Hormuz ยังคงถูกปิดกั้นเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้บวกสุทธิประมาณ +1.9% ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ ราคาทองคำ Spot ปรับตัวลงเล็กน้อยมาเคลื่อนไหวแถว 4,700–4,740 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนักลงทุนยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวังจากความเปราะบางของสถานการณ์สงคราม ก่อนการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในคืนนี้
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,719.61
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
+0.28%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
-0.7%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) เกิดรูปแบบ Shooting Star ในช่วงเมื่อวานที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ของการกลับตัวลง หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้พอสมควร ทำให้ในระยะสั้นต้องระมัดระวังแรงขายที่อาจเข้ามากดดันราคาได้ อย่างไรก็ตาม สัญญาณดังกล่าวยังไม่ถือว่าแข็งแกร่งจนกว่าจะมีการยืนยันเพิ่มเติม ดังนั้น หากราคาสามารถทะลุจุดสูงสุดของแท่งเมื่อวานบริเวณ 4,850 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ ก็จะเป็นการลบล้างสัญญาณกลับตัว และเปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อในทิศทางขาขึ้นได้อีกครั้ง แต่หากไม่สามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ ก็ยังมีโอกาสเห็นการย่อตัวลงในระยะถัดไป
TF H4: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ปรับตัวร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากขึ้นไปทดสอบกรอบแนวต้าน Supply Zone บริเวณ 4,850 ดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงขายที่ยังคงกดดันตลาดอยู่ และสอดคล้องกับสัญญาณกลับตัวลงในภาพใหญ่ ทำให้ในระยะสั้นราคายังมีโอกาสปรับตัวลงต่อได้ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่บริเวณ 4,540 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถกลับขึ้นไปทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,850 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง ก็จะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มกลับมาเป็นขาขึ้น และอาจเปิดทางให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อในระยะถัดไป
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
Core PCE Price Index เดือนกุมภาพันธ์ (คาดการณ์ +0.4% m/m หรือ 3.0% y/y)
Core PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุด สะท้อนราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคใช้จริงโดยตัดหมวดที่ผันผวนออก หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด เช่น สูงกว่า 3.0% y/y จะสะท้อนว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับตึงตัว และลดโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันทองคำในระยะสั้น แต่ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาอ่อนกว่าคาด จะสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย ซึ่งจะเปิดทางให้ Fed ผ่อนคลายนโยบายเร็วขึ้น และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำ
GDP ไตรมาส 4 ปี 2025 (ประมาณการครั้งที่สาม — คาดการณ์ 0.7%)
ตัวเลข GDP รอบสุดท้ายนี้สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงปลายปี 2025 หากมีการปรับลดจากระดับ 0.7% จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีความเปราะบางมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ซึ่งจะกดดันดอลลาร์และเพิ่มความน่าสนใจของทองคำในฐานะ Safe Haven แต่หากตัวเลขถูกปรับขึ้น ก็จะสะท้อนเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มกดดันทองคำในระยะสั้น
Initial Jobless Claims (คาดการณ์ 210,000 ราย)
ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์เป็นตัวชี้วัดตลาดแรงงานแบบ Real-time หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ จะสะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัว ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อ Fed ให้พิจารณาลดดอกเบี้ย และหนุนราคาทองคำ แต่หากตัวเลขต่ำกว่าคาด จะสะท้อนว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง และกดดันทองคำในระยะสั้น
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกับข้อตกลงหยุดยิงที่ค่อนข้างเปราะบาง
แม้จะมีการประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบางอย่างมาก หลังอิหร่านระบุว่าเงื่อนไขของข้อตกลงถูกละเมิดแล้วภายใน 24 ชั่วโมง และช่องแคบ Hormuz ยังถูกปิดกั้นเป็นส่วนใหญ่ ณ ตอนนี้ ตลาดกำลังจับตาการเจรจาที่อิสลามาบัดในวันที่ 10 เมษายน และเส้นตายในวันที่ 21 เมษายน ว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงระยะยาวได้หรือไม่ หากการเจรจาล้มเหลว ราคาทองคำมีโอกาสพุ่งขึ้นจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากมีความคืบหน้าเชิงบวก เราอาจเห็นแรงขายทำกำไรในระยะสั้น
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในภาวะ “สับสนระหว่างความหวังและความระมัดระวัง” กล่าวคือ แม้ข่าวหยุดยิงจะสร้างความโล่งใจในระยะสั้น แต่การละเมิดเงื่อนไขอย่างรวดเร็วทำให้ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมาเต็มที่ ส่งผลให้ทองคำไม่สามารถปรับขึ้นต่อเนื่องได้ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นแรงถึง 2.5% จากข่าวดังกล่าว ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในวันนี้คือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะ Core PCE และ GDP รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับประมาณ 4.29% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูง และโดยปกติจะเป็นแรงกดดันต่อทองคำ อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้ทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ เนื่องจากแรงซื้อจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มีน้ำหนักมากกว่า ขณะที่ FOMC Minutes ที่มีโทน Hawkish ยังช่วยพยุงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อทองคำในระยะสั้น
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนี Dollar Index อ่อนค่าลงมาอยู่บริเวณ 99.06–99.13 ซึ่งเป็นระดับต่ำ และโดยปกติจะเป็นแรงหนุนทองคำผ่านความสัมพันธ์แบบ Inverse Correlation โดยในรอบนี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงทำงานตามปกติ กล่าวคือเมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำจะได้รับแรงหนุน อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของทองคำในรอบนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นแรง +2.5% ขณะที่ดัชนี Nasdaq และดัชนี Dow Jones ปรับขึ้นถึง 2.8% ซึ่งสะท้อนแรง Short Squeeze และการฟื้นตัวของ Sentiment จากข่าวหยุดยิง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือทองคำก็ปรับตัวขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมปกติ เนื่องจากโดยทั่วไปเมื่อหุ้นขึ้น ทองจะลง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าทั้งสองสินทรัพย์กำลังตอบสนองต่อข่าวเดียวกัน แต่ในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยหุ้นสะท้อนความหวังระยะสั้น ขณะที่ทองคำสะท้อนความไม่แน่นอนในระยะกลาง ทำให้ทั้งสองสินทรัพย์สามารถปรับตัวขึ้นพร้อมกันได้ในช่วงนี้
- แนวรับ(Key Support) : 4385 4540
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4850 4975
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้