บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 16/06/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนหลักจากข่าวใหญ่ด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้การสัญจรในช่องแคบเป็นไปอย่างเสรีในช่วง 60 วันแรก การคลี่คลายความตึงเครียดครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงเกือบ 5% ช่วยลดความกังวลเงินเฟ้อ และบรรเทาแรงกดดันด้านดอกเบี้ย ซึ่งโดยปกติถือเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ข่าวดังกล่าวจะลดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน แต่ทองคำยังปรับตัวขึ้นต่อ เพราะตลาดยังไม่มั่นใจว่าข้อตกลงนี้จะยั่งยืนเพียงใด เนื่องจากยังไม่ได้ครอบคลุมประเด็นสำคัญอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,327.82
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
+2.6%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
-0.12%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ปรับตัวขึ้นแรงและปิดเป็นแท่งเขียวขนาดใหญ่ในช่วงเมื่อวานที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน สะท้อนว่าเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดและแรงขายเริ่มชะลอตัวลงในระยะสั้น ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะเกิดการรีบาวด์หรือฟื้นตัวขึ้นได้ต่อจากนี้ โดยตราบใดที่ราคายังไม่หลุดจุดต่ำสุดล่าสุดบริเวณ 4,030 ดอลลาร์ โอกาสในการฟื้นตัวระยะสั้นก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งแนวต้านถัดไปที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 4,360 ดอลลาร์ และ 4,450 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามา แต่หากพิจารณาในภาพใหญ่ โครงสร้างราคายังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง ดังนั้นการปรับตัวขึ้นในช่วงนี้อาจยังเป็นเพียงการรีบาวด์ภายในแนวโน้มขาลง จึงควรติดตามพฤติกรรมราคาใกล้แนวต้านสำคัญอย่างใกล้ชิด
TF H1: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ทำรูปแบบ Bullish Engulfing ด้วยแท่งเทียนขนาดค่อนข้างใหญ่ สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้ามาค่อนข้างชัดเจน และทำให้สัญญาณกลับตัวรอบนี้มีน้ำหนักมากขึ้นในระยะสั้น โดยแนวต้านถัดไปที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 4,260 ดอลลาร์ และ 4,350 ดอลลาร์ตามลำดับ หากราคาสามารถทะลุผ่านได้ก็อาจหนุนให้การรีบาวด์ต่อเนื่องขึ้นได้อีก อย่างไรก็ตาม จุดต่ำสุดของแท่งบริเวณ 4,050 ดอลลาร์ถือเป็นแนวรับสำคัญของรูปแบบนี้ หากราคาหลุดลงไปได้ จะถือว่าสัญญาณ Bullish Engulfing ถูกทำลาย และโมเมนตัมขาขึ้นระยะสั้นอาจอ่อนแรงลงอีกครั้ง
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
Housing Starts และ Building Permits เดือนพฤษภาคม
ตัวเลข Housing Starts และ Building Permits สะท้อนสุขภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง โดยตลาดคาดว่า Housing Starts จะอยู่ที่ 1.47 ล้านหน่วย และ Building Permits ที่ 1.42 ล้านหน่วย ล่าสุด NAHB Housing Market Index เดือนมิถุนายนลดลงจาก 37 มาอยู่ที่ 35 สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อดอกเบี้ยและต้นทุนที่สูง หากตัวเลขที่อยู่อาศัยคืนนี้ออกมาต่ำกว่าคาด จะยิ่งตอกย้ำว่าเศรษฐกิจบางส่วนเริ่มชะลอตัว และอาจเป็นแรงหนุนต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน และข้อตกลงช่องแคบ Hormuz
แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุ MoU เรื่องการเปิดช่องแคบ Hormuz แล้ว แต่ตลาดยังคงระมัดระวัง เพราะข้อตกลงนี้เป็นเพียงการหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน และยังไม่ได้แก้ปัญหาหลักอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน หากการเจรจาระยะต่อไปสะดุด หรือเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมีโอกาสกลับเข้ามาทันที แต่หากการเจรจาคืบหน้าและราคาน้ำมันยังลดลงต่อ ความกังวลเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันจาก Fed และเปิดพื้นที่ให้ทองคำปรับขึ้นจากปัจจัยดอกเบี้ยได้
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดวันนี้อยู่ในโหมด “รอดูผล” เป็นหลัก โดยความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ระยะสั้นผ่อนคลายลงบางส่วนจากข้อตกลงเปิดช่องแคบ Hormuz แต่ความไม่แน่นอนยังไม่ได้หายไปทั้งหมด เพราะตลาดยังไม่มั่นใจต่อท่าทีของ Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยใหม่ที่ตลาดยังไม่เคยเผชิญ S&P Futures ก่อนเปิดตลาดปรับลงเล็กน้อยราว -0.12% สะท้อนว่าตลาดหุ้นยังไม่กล้าเดินหน้าต่อโดยไม่มีสัญญาณชัดเจนจาก Fed ขณะที่ราคาทองคำทรงตัวใกล้ระดับ 4,315 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอปัจจัยใหม่ โดยแรงกดดันหลักในวันนี้คือความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ส่วนแรงหนุนยังมาจากความไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพของข้อตกลงสหรัฐฯ–อิหร่าน
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.47% จากระดับ 4.48% ก่อนหน้า โดยแรงกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงหลังข้อตกลง Hormuz เพราะน้ำมันที่ถูกลงหมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในอนาคตที่ลดลง ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า Fed อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มมากนัก โดยปกติ เมื่อ Yield ลดลง ทองคำจะได้รับแรงหนุน เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ยลดลง และในรอบนี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำงานตามปกติ แม้การเปลี่ยนแปลงของ Yield จะค่อนข้างเล็กเพียงประมาณ 1 basis point ก็ตาม
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลง 0.12% มาอยู่ที่ระดับ 99.63 ซึ่งสอดคล้องกับความสัมพันธ์ปกติที่ว่า เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำมักได้แรงหนุน ในรอบนี้ดอลลาร์อ่อนค่าจากการที่ตลาดปรับลดความกังวลเรื่องดอกเบี้ย หลังราคาน้ำมันร่วงลงและ Risk-on Sentiment จากข้อตกลง Hormuz ทำให้นักลงทุนบางส่วนขายดอลลาร์และหันไปหาสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม การที่ทองคำปรับขึ้นถึง 2.6% ซึ่งมากกว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์อย่างชัดเจน สะท้อนว่ายังมีแรงซื้อทองคำอิสระจากนักลงทุนที่ยังไม่วางใจเสถียรภาพของข้อตกลงสหรัฐฯ–อิหร่านอย่างเต็มที่
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง 1.65% ปิดที่ระดับ 7,554.29 จุด ขณะที่ Nasdaq พุ่งขึ้นถึง 3.07% สะท้อนว่าตลาดกลับเข้าสู่ Risk-on Mode อย่างชัดเจน โดยปกติแล้ว เมื่อหุ้นขึ้นแรง เงินมักไหลออกจากทองคำ แต่ในรอบนี้ทองคำกลับปรับขึ้นพร้อมกับตลาดหุ้น ซึ่งเป็น Positive Correlation ที่ผิดปกติ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนยังคงซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงระยะยาว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเข้าซื้อหุ้นจากข่าวดีระยะสั้น ภาพนี้บ่งบอกว่าความไม่แน่นอนในตลาดยังสูงพอที่จะทำให้ทองคำและหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นพร้อมกันได้
- แนวรับ(Key Support) : 4235 4175
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4370 4440
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้