บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 10/06/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรงในวันพุธที่ผ่านมา โดยร่วงลงถึง 4.6% มาอยู่ที่ระดับ 4,070.54 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงที่หนักที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ โดยแรงกดดันหลักมาจากการที่ตลาดตีความว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น กลับทำให้กระแสเงินไหลเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย มากกว่าการไหลเข้าสู่ทองคำ ขณะเดียวกัน ตัวเลข CPI สหรัฐเดือนพฤษภาคมที่ออกมาสูงถึง 4.2% y/y ยิ่งตอกย้ำว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นและกดดันทองคำเพิ่มเติม นอกจากนี้ แรงขายทำกำไรหลังราคาทองคำเคยปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,070.54
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
-4.6%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
+0.04%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) ยังคงปิดเป็น Bearish Candlestick ขนาดใหญ่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ซึ่งสะท้อนว่าแรงขายยังคงครอบงำตลาดอย่างชัดเจน และยืนยันว่าภาพรวมยังอยู่ในแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ราคาหลุดบริเวณปลายไส้ของแท่ง Hammer ก่อนหน้า ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแรงซื้อในโซนดังกล่าวไม่สามารถพยุงราคาไว้ได้ ทำให้โมเมนตัมฝั่งขาลงยังมีโอกาสกดดันราคาต่อ โดยแนวรับถัดไปที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 3,995 ดอลลาร์ และ 3,910 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างมากแล้วในช่วงสั้น จึงต้องระมัดระวังแรงรีบาวด์หรือสัญญาณกลับตัวที่อาจเกิดขึ้นใกล้แนวรับสำคัญเช่นกัน
TF H4:
ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ยังคงปรับตัวลงอย่างแข็งแกร่ง โดยโครงสร้างราคาในปัจจุบันยังคงทำจุดต่ำสุดใหม่ต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจนปรากฏขึ้น ทำให้โมเมนตัมขาลงยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบในระยะสั้นถึงระยะกลาง โดยแนวรับถัดไปที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 3,995 ดอลลาร์ และ 3,910 ดอลลาร์ตามลำดับ ซึ่งอาจเป็นโซนที่เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาได้บ้าง ขณะที่แนวต้านสำคัญในระยะสั้นอยู่บริเวณ 4,250 ดอลลาร์ โดยตราบใดที่ราคายังไม่สามารถปิดเหนือระดับดังกล่าวได้ หรือยังไม่เกิดสัญญาณกลับตัวทางเทคนิคที่ชัดเจน ภาพรวมของตลาดก็ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง และมีโอกาสที่ราคาจะถูกแรงขายกดดันต่อไป
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ (US PPI) เดือนพฤษภาคม
PPI หรือดัชนีราคาผู้ผลิต เป็นตัวชี้วัดต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณนำของเงินเฟ้อผู้บริโภคในระยะถัดไป ตัวเลขนี้มีความสำคัญมากในบริบทปัจจุบัน เนื่องจาก CPI เดือนพฤษภาคมเพิ่งออกมาสูงถึง 4.2% y/y ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 หาก PPI ออกมาสูงกว่าคาด หรือยังคงเร่งตัวต่อ จะยิ่งตอกย้ำว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อ ซึ่งจะหนุนดอลลาร์และกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม ในทางกลับกัน หาก PPI ชะลอตัวลงหรือต่ำกว่าคาด ตลาดอาจเริ่มมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังผ่านจุดสูงสุด ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อดอลลาร์และ Bond Yield พร้อมเปิดโอกาสให้ทองคำรีบาวด์ได้
Initial Jobless Claims รายสัปดาห์ของสหรัฐฯ
ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดภาวะตลาดแรงงานที่ตลาดติดตามใกล้ชิด เนื่องจากประกาศทุกสัปดาห์และสะท้อนสภาพเศรษฐกิจแบบค่อนข้าง Real-time หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด หรือยังอยู่ในระดับต่ำ จะสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง ทำให้ Fed มีพื้นที่ในการคงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยต่อ ซึ่งมักกดดันทองคำ แต่หากตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในสภาวะที่เงินเฟ้อสูงและสงครามกดดันเศรษฐกิจโลก ตลาดอาจเริ่มกังวลภาวะ Stagflation มากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปเป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถกลับมาหนุนราคาทองคำได้
ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน และการปิดช่องแคบ Hormuz
ประเด็นนี้ยังคงเป็นตัวแปรใหญ่ที่สุดของตลาดในวันนี้ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นวันที่สองติดต่อกัน โดย Trump ระบุว่าการเจรจาสันติภาพ “ใช้เวลานานเกินไป” ขณะที่เตหะรานประกาศปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีน้ำมันดิบราว 20% ของซัพพลายโลกไหลผ่าน หากการปิดช่องแคบเกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นวิกฤติพลังงานโลกครั้งใหญ่ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น เงินเฟ้อทั่วโลกเร่งตัว และเพิ่มความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก โดยปกติแล้วสถานการณ์เช่นนี้ควรหนุนทองคำ แต่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ดอลลาร์ยังแข็ง Bond Yield สูง และเงินเฟ้อพุ่ง นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกถือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอย่างดอลลาร์มากกว่าทองคำ
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ซับซ้อนและไม่ปกติ เพราะมีแรงกดดันจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกันในตัวเอง ด้านหนึ่ง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่บานปลาย รวมถึงการปิดช่องแคบ Hormuz ควรเป็นแรงหนุนต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่ง เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นสู่ 4.2% กลับทำให้ตลาดกังวลว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งหนุนดอลลาร์และกดดันทองคำอย่างชัดเจน ภาพนี้สะท้อนภาวะ “Stagflation Trap” ที่ทองคำได้รับทั้งแรงบวกและแรงลบพร้อมกัน มื่อรวมกับแรงขายทำกำไรหลังราคาทองคำเคยปรับขึ้นแรงก่อนหน้า จึงทำให้ราคาทรุดตัวลงอย่างรุนแรง แม้สงครามยังดำเนินอยู่ ภาพรวมจึงสะท้อนว่า Sentiment ตลาดยังไม่ชัดเจน และผลของ PPI รวมถึงการประชุม ECB วันนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางระยะถัดไปของตลาด
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้น 3.6 bps มาอยู่ที่ 4.552% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปี กลับขึ้นมายืนเหนือ 5% อีกครั้ง โดยปกติ เมื่อ Bond Yield สูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นตาม ทำให้นักลงทุนบางส่วนขายทองคำและหันไปถือพันธบัตรแทน ในรอบนี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับมาทำงานตามปกติ กล่าวคือ Yield ที่สูงขึ้นเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ทองคำร่วงลงแรง แม้สถานการณ์สงครามยังคงตึงเครียด ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยง “ดอกเบี้ยสูงนาน” มากกว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในการตัดสินใจซื้อขายทองคำระยะสั้น
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนีดอลลาร์ปิดที่ระดับ 99.95 แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า หลังลบล้างการอ่อนค่าก่อนหน้าราว 0.2% จากแรงซื้อ Safe Haven ที่กลับเข้ามาหนุนดอลลาร์ ตามปกติ เมื่อ DXY แข็งค่าหรือทรงตัวในระดับสูง ราคาทองคำมักเผชิญแรงกดดันผ่านความสัมพันธ์แบบ Inverse Correlation แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าในรอบนี้คือ ดอลลาร์ไม่ได้แข็งค่ามากนัก ขณะที่ทองคำกลับร่วงลงอย่างรุนแรง สะท้อนว่าแรงขายทำกำไรในทองคำและการ Repricing ความเสี่ยงจาก Bond Yield ที่สูงขึ้น มีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยค่าเงิน อย่างไรก็ตาม การที่ DXY ยังอยู่ต่ำกว่า 100 แสดงว่าดอลลาร์ยังไม่ได้แข็งค่ามากในเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจช่วยจำกัดแรงกดดันจากฝั่งค่าเงินต่อทองคำในระยะถัดไปได้บางส่วน
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P500 ร่วงลง 1.62% มาปิดที่ 7,266.99 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม ขณะที่ Nasdaq ลดลงถึง 2.0% และ Dow Jones ร่วงลงราว 953 จุด หรือประมาณ 1.9% โดยปกติ เมื่อหุ้นปรับตัวลงจากความกังวลด้านความเสี่ยง เงินบางส่วนควรไหลเข้าสู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในรอบนี้ทั้งหุ้นและทองคำกลับปรับตัวลงพร้อมกัน สะท้อนภาวะ Risk-off แบบ “ขายทุกอย่าง” เนื่องจาก นักลงทุนต้องการถือเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกังวลว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อจากแรงกดดันเงินเฟ้อ ทองคำจึงสูญเสียบทบาท Safe Haven ชั่วคราว และตลาดจำเป็นต้องรอสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนที่แรงซื้อทองคำระยะใหม่จะกลับมาอีกครั้ง
- แนวรับ(Key Support) : 3995 3910
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4250 4360
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้