บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 02/06/2026

ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวลดลงในช่วงการซื้อขายเมื่อวานที่ผ่านมา แม้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะกลับมาร้อนแรงอีกครั้งก็ตาม โดยปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน หลังอิหร่านส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่อการเจรจากับสหรัฐฯ ส่งผลให้ WTI ปรับตัวขึ้นกว่า 5% ปิดที่ 92.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจุดกระแสความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งนี้ ตลาดมองว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาด หรืออาจกลับมาพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต ประกอบกับดัชนี ISM Manufacturing PMI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดที่ระดับ 54.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 ยิ่งช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์และกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม สำหรับช่วงเช้าวันนี้ ราคาทองคำปรับตัวลงต่อหลุดระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 4,482–4,485 ดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าอิหร่านยุติการเจรจากับสหรัฐฯ และขู่ปิดช่องแคบ Hormuz อย่างสมบูรณ์ ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อและแนวโน้มนโยบายการเงินแบบ Hawkish ของ Fed มากขึ้น
- ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close)
4,484.07
- การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change)
-1.25%
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change)
+0.26%
วิเคราะห์เชิงเทคนิค
TF Day: ราคาทองคำในกรอบเวลารายวัน (DAILY) เคลื่อนที่ขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,560 ดอลลาร์ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้อย่างชัดเจน สะท้อนว่าโซนดังกล่าวยังมีแรงขายกดดันราคาอยู่ อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาทำรูปแบบ Pin Bar ในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา มุมมองของเรายังคงเหมือนเดิมคือ ตราบใดที่ราคายังไม่หลุดจุดต่ำสุดของรูปแบบบริเวณ 4,360 ดอลลาร์ โครงสร้างการฟื้นตัวระยะสั้นยังไม่เสียหาย และราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยแนวต้านถัดไปยังอยู่ที่บริเวณ 4,560 ดอลลาร์ และ 4,620 ดอลลาร์ตามลำดับ ซึ่งเป็นโซนสำคัญที่ต้องจับตาว่าราคาจะสามารถผ่านขึ้นไปได้หรือไม่
TF H4: ราคาทองคำในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (H4) ปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,560 ดอลลาร์ แต่ยังไม่สามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้อย่างชัดเจน สะท้อนว่าโซนดังกล่าวยังคงเป็นแนวต้านสำคัญที่มีแรงขายรออยู่ ทำให้จากนี้ราคามีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ต่อไปภายในกรอบเดิม โดยหากราคาสามารถทะลุแนวต้านบริเวณ 4,560 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ จะเปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อเพื่อไปทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 4,620 ดอลลาร์ แต่ในทางกลับกัน หากราคาหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,420 ดอลลาร์ลงมา ก็มีโอกาสที่แรงขายจะกลับมากดดัน และพาราคาลงไปทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 4,370 ดอลลาร์ในระยะถัดไป
ปัจจัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ช่องแคบ Hormuz
ประเด็นนี้ยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการเคลื่อนไหวของตลาดในขณะนี้ หลังอิหร่านประกาศยุติการส่งข้อความผ่านคนกลางไปยังสหรัฐฯ และขู่ว่าจะปิดช่องแคบ Hormuz อย่างสมบูรณ์เพื่อตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ Donald Trump ส่งสัญญาณไม่ชัดเจนต่อแนวทางการเจรจา โดยประเด็นนี้ยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการเคลื่อนไหวของตลาดในขณะนี้ หลังอิหร่านประกาศยุติการส่งข้อความผ่านคนกลางไปยังสหรัฐฯ และขู่ว่าจะปิดช่องแคบ Hormuz อย่างสมบูรณ์เพื่อตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ Donald Trump ส่งสัญญาณไม่ชัดเจนต่อแนวทางการเจรจา ซึ่งสิ่งที่แตกต่างจากวิกฤตรอบก่อนคือ ตลาดไม่ได้ตอบสนองด้วยการเข้าซื้อทองคำทันที แต่กลับให้น้ำหนักกับผลกระทบด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อมากกว่า ส่งผลให้ทองคำถูกกดดันจากความคาดหวังว่า Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น หรือแม้กระทั่งกลับมาพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบอุปทานน้ำมันโลกอย่างจริงจัง ความกังวลเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและยังเป็นแรงกดดันทองคำ แต่หากความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง แรงกดดันดังกล่าวก็อาจผ่อนคลายลงและช่วยให้ทองคำฟื้นตัวได้
รายงานตำแหน่งงานว่าง JOLTS เดือนเมษายน
คืนนี้ตลาดจะติดตามรายงาน JOLTS ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญตัวแรกของสัปดาห์แรงงานสหรัฐฯ โดยข้อมูลดังกล่าวสะท้อนจำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับทั่วประเทศ และถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน ซึ่งหากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด จะสะท้อนว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง สนับสนุนค่าเงินดอลลาร์และกดดันทองคำ แต่หากตำแหน่งงานว่างลดลงมากกว่าที่ตลาดคาด อาจสะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจและช่วยหนุนแรงซื้อทองคำกลับมาได้
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ตลาดในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ “ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์” แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะตึงเครียดขึ้น แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเหมือนในอดีต นักลงทุนกำลังให้น้ำหนักกับผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินของ Fed มากกว่า ส่งผลให้กลไกเดิมที่ว่าวิกฤตเกิดขึ้นแล้วทองคำต้องขึ้นยังไม่สามารถใช้ได้ในรอบนี้ ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง สะท้อนว่าภาพรวมยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกอย่างแท้จริง ทำให้แรงกดดันหลักของทองคำยังมาจากดอลลาร์ที่แข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง และการกลับมาของมุมมอง Fed สาย Hawkish
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปิดที่ 4.45% และระหว่างวันขึ้นไปแตะ 4.51% ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับ 4.03% ภาวะดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยังเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำเพิ่มขึ้น และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทองคำปรับตัวลงในช่วงนี้ โดยความสัมพันธ์ระหว่าง Yield กับทองคำกลับมาทำงานในรูปแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจนอีกครั้ง
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้น 0.26% สู่ระดับ 99.16 หลังตัวเลข ISM Manufacturing PMI ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด การแข็งค่าของดอลลาร์ส่งผลลบต่อทองคำโดยตรง เนื่องจากทองคำมีการกำหนดราคาเป็นดอลลาร์ เมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น ราคาทองคำจะมีต้นทุนสูงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ทำให้ความต้องการซื้อชะลอลง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบ Inverse Correlation ที่กลับมาทำงานได้อย่างชัดเจนในรอบนี้
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.26% ปิดที่ระดับสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ 7,599.96 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.42% และ Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 0.09% โดยเมื่อหุ้นยังอยู่ในโหมด Risk-On และสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่อง นักลงทุนจึงยังคงให้น้ำหนักกับสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เม็ดเงินไม่ได้ไหลเข้าสู่ทองคำอย่างมีนัยสำคัญ ภาพดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่าทำไมราคาทองคำจึงยังถูกกดดัน แม้ว่าความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางจะยังคงอยู่ก็ตาม
- แนวรับ(Key Support) : 4420 4370
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4560 4620
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ทองคำฉบับเจาะลึกปัจจัยพื้นฐานได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้