บทวิเคราะห์กราฟทองคำประจำวันที่ 24/07/2026
ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยร่วงลงถึง 80.77 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น -2.0% มาปิดที่ระดับ 4,049.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้น หลังประธานาธิบดี Trump ขู่โจมตีอิหร่านอย่างหนัก และเชื่อมโยงกลุ่มฮูตีในเยเมนเข้ากับความรับผิดชอบต่อการโจมตีเรือขนส่งในทะเลแดง จนราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น กลับมีน้ำหนักมากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนขายทองคำเพื่อทำกำไรออกมา ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงพร้อมกันจากความกังวลทั้งเรื่องสงครามและการลงทุนด้าน AI สำหรับช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาเอเชีย ราคาทองคำยังคงอ่อนตัวลงต่อเนื่องอีกราว 20 ดอลลาร์ หรือประมาณ -0.5% มาซื้อขายบริเวณ 4,028 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ที่ทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งหนุนการคาดการณ์ว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น
| รายการ | ข้อมูลล่าสุด |
|---|---|
| ราคาปิดแท่งก่อนหน้า (Previous Close) | 4,049.48 |
| การเปลี่ยนแปลงของราคา (XAUUSD % Change) | +0.32% |
| ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY % Change) | -0.05% |
วิเคราะห์เชิงเทคนิค

TF Day: ราคาทองคำใน TF DAY ปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับบริเวณแท่ง Engulfing ซึ่งเป็นโซนที่มีโอกาสเกิดแรงซื้อกลับเข้ามา และอาจช่วยหนุนให้ราคากลับมาปรับตัวขึ้นได้อีกครั้ง โดยแนวต้านถัดไปที่ต้องจับตาจะอยู่บริเวณ 4,200 ดอลลาร์ และ 4,290 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากราคาปรับตัวลงมาหลุด Low ของแท่ง Engulfing บริเวณ 4,000 ดอลลาร์ จะเป็นสัญญาณว่ารูปแบบกลับตัวดังกล่าวเริ่มอ่อนแรงลง และอาจเปิดโอกาสให้ราคากลับมาปรับตัวลงต่อได้อีกครั้ง
TF H4: ราคาทองคำใน TF H4 กลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง หลังจากราคาหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,105 ดอลลาร์ลงมาได้ ปัจจุบันราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่ใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 4,025 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาสามารถทะลุลงไปได้ ก็มีโอกาสปรับตัวลงต่อเพื่อทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 3,985 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากราคาไม่สามารถหลุดแนวรับบริเวณ 4,025 ดอลลาร์ลงไปได้ ก็มีโอกาสเกิดแรงซื้อกลับและดีดตัวขึ้นในระยะสั้น โดยหากราคาสามารถฟื้นตัวและทะลุแนวต้านบริเวณ 4,150 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ ก็จะเป็นสัญญาณว่าโมเมนตัมขาขึ้นกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
จัยพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำวันนี้
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Data)
S&P Global Manufacturing PMI เดือนกรกฎาคม (คาดการณ์ 54.4 จาก 53.9)
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตสะท้อนกิจกรรมของโรงงานอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ทั้งด้านคำสั่งซื้อใหม่ การจ้างงาน และการผลิต หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด จะสะท้อนว่าภาคการผลิตยังขยายตัวได้ดี ซึ่งจะช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำ ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด จะสะท้อนความอ่อนแอของภาคการผลิตที่อาจถูกซ้ำเติมจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และเปิดทางให้แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับเข้ามาได้
S&P Global Services PMI เดือนกรกฎาคม (คาดการณ์ 51.3 จาก 51.2)
ดัชนีภาคบริการใช้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการ ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ในเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากตัวเลขออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด จะตอกย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดี แม้ต้นทุนพลังงานจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์และกดดันทองคำในระยะสั้น แต่หากตัวเลขอ่อนแอกว่าคาด จะเพิ่มความกังวลว่าต้นทุนพลังงานเริ่มฉุดกำลังซื้อของผู้บริโภค และอาจหนุนแรงซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงได้
สภาวะตลาด (Market’s Outlook)
ภาพรวมตลาดในขณะนี้อยู่ในภาวะที่แรงกดดันจากฝั่งอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์เริ่มกลับมามีน้ำหนักเหนือกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากสถานการณ์สงคราม แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจะยังคุกรุ่น และมีโอกาสบานปลายได้ตลอดเวลา แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกลับไปหนุนการคาดการณ์ว่า Fed อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย ส่งผลให้ทองคำเผชิญแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง หลังจากราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้าจากความกังวลเรื่องสงคราม นักลงทุนจึงเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ กับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ยไปพร้อมกัน ทำให้ทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นยังมีความผันผวนสูง และพร้อมเคลื่อนไหวสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานปกติได้ทุกเมื่อ
Intermarket Analysis
ทองคำ vs. ตราสารหนี้ (XAU vs. US Yields): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.693% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปีนี้ สะท้อนว่านักลงทุนในตลาดพันธบัตรเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อมุมมองว่า Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่เคยคาด เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยปกติแล้ว เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ยจะเสียเปรียบและมักถูกเทขาย ซึ่งในรอบนี้ทองคำก็ตอบสนองไปในทิศทางเดียวกัน คือปรับตัวลงตามการทำงานปกติของความสัมพันธ์ระหว่างสองสินทรัพย์ สะท้อนว่าปัจจัยดอกเบี้ยกลับมามีอิทธิพลเหนือกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงนี้
ทองคำ vs. ค่าเงินดอลลาร์ (XAUUSD vs. DXY): ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 101.444 จุด เพิ่มขึ้น 0.31% โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ท่าทีของ Fed ที่โน้มไปทาง Hawkish มากขึ้นตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลลาร์ในรอบนี้ยังคงเป็นไปตามรูปแบบปกติ คือเคลื่อนไหวแปรผกผันกัน กล่าวคือ เมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำก็ปรับตัวลงตาม เนื่องจากทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น อีกทั้งยังสะท้อนว่าเงินทุนบางส่วนเลือกไหลเข้าสู่ดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยแทนทองคำในช่วงนี้
ทองคำ vs. ตลาดหุ้น US (XAUUSD vs. S&P500): ดัชนี S&P500 ปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 7,408.30 จุด ลดลง 1.21% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบเดือน จากความกังวลเรื่องสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้น และแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากความกังวลด้านการลงทุน AI ที่มากเกินไป ในสถานการณ์นี้ เงินทุนไม่ได้ไหลเข้าสู่ทองคำแทนหุ้นตามรูปแบบการหลีกหนีความเสี่ยงแบบปกติ แต่กลับพบว่าทั้งหุ้นและทองคำปรับตัวลงพร้อมกัน สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนอาจเลือกถือเงินสดหรือสินทรัพย์ระยะสั้น เพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ ก่อนตัดสินใจกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งอีกครั้ง
- แนวรับ(Key Support) : 4025 3985
- แนวต้าน(Key Resistance) : 4150 4190
Leverage ปรียบเสมือนดาบสองคมที่สามารถขยายได้ทั้งผลกำไรและผลขาดทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำเผชิญแรงขายอย่างรุนแรง แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งในทะเลแดง จะยังช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกลับเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดว่า Fed อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจนกลายเป็นแรงกดดันหลักต่อทองคำ ขณะเดียวกัน การที่ทั้งทองคำและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงพร้อมกัน ยังสะท้อนว่าเงินทุนบางส่วนอาจไหลไปยังเงินสด ดอลลาร์ หรือสินทรัพย์ระยะสั้นแทน ดังนั้น นักลงทุนที่ถือสถานะ XAUUSD ควรเลือกระดับ Leverage อย่างระมัดระวัง และบริหาร Position sizing ให้เหมาะสมกับเงินทุน ระยะห่างของ Stop Loss และความเสี่ยงรวมของพอร์ต โดยเฉพาะในช่วงที่ราคามีโอกาสผันผวนรุนแรงจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงของ Bond Yield ราคาน้ำมัน และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
คำเตือนความเสี่ยง: CFD เป็นตราสารทางการเงินที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากการใช้เลเวอเรจ คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และพิจารณาอย่างรอบคอบว่าสามารถยอมรับความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียเงินได้หรือไม่ก่อนตัดสินใจเทรด
คำชี้แจง: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล สถานะทางการเงิน หรือความต้องการเฉพาะของผู้อ่าน และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน หากจำเป็น ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่มุ่งส่งเสริมความเป็นอิสระของงานวิจัยการลงทุน และไม่มีการรับประกันความถูกต้องหรือความครบถ้วนของข้อมูลในเอกสาร ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ควรใช้เป็นเครื่องชี้วัดผลลัพธ์ในอนาคต เช่นเดียวกับประมาณการ ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า และการพยากรณ์ต่าง ๆ ที่ไม่อาจรับประกันได้ ข้อมูลบนเว็บไซต์ รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอ ไม่ได้มีเจตนาเผยแพร่แก่บุคคลในประเทศหรือเขตอำนาจศาลที่การเผยแพร่หรือการใช้งานดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับท้องถิ่น
เอกสารอ้างอิง
กราฟราคาทองคำ Spot เทียบดอลลาร์สหรัฐ (XAUUSD) กรอบเวลา 1 ชั่วโมง บน TradingView เข้าถึงเมื่อ 10:45 น. (GMT+7) วันที่ 24 กรกฎาคม 2026